วันพฤหัสบดีที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

เด็กฉลาด และ 20 สัญญาณ บ่งบอกความเป็นเด็กอัจฉริยะ

เด็กฉลาด และ 20 สัญญาณ บ่งบอกความเป็นเด็กอัจฉริยะ


http://mommamonline.blogspot.com/2016/02/blog-post_18.html


เร็ว ๆ นี้มีข่าวครึกโครมทางอินเตอร์เน็ตเรื่องเกี่ยวกับเด็กอัจฉริยะ 2 คน เด็กอัจฉริยะอย่างเนฮารามู และ เจค็อบบาร์เน็ต ที่เป็นข่าวไม่เว้นแต่ละวันเลยในเรื่องของความฉลาดและมีไอคิวสูงตั้งแต่ยังเด็กเล็กก เนฮา รามูอายุ 13 และเจค็อบ บาร์เน็ต อายุ 14 ทั้งคู่อยู่ในวัยรุ่นแต่มีไอคิวสูงเกินกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก


เด็ก 2 คนนี้มีไอคิวสูงกว่าอัจฉริยะอย่าง สตีเฟ็น ฮอร์กิ้งและอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เสียอีก เนฮา รามูมีระดับไอคิว สูงถึง 162 และได้รับการจัดอันดับจากสถาบันเม็นซ่าหรือสมาคมคนอัจฉริยะว่าฉลาดมาก
ส่วนเจค็อบ บาร์เน็ตนั้นมีไอคิวสูงถึง 189 กำลังทำปริญญาโทด้านฟิสิกส์อยู่ที่มหาวิทยาลัยอินเดียนา

ความเป็นเด็กออติสติกของเจค็อบที่มีชื่อเรียกทางการแพทย์ว่าแอสเพอเกอร์ซินโดรมนั้นเป็นระดับที่ไม่รุนแรงมากนัก และไม่ได้เป็นอุปสรรคขวางกั้นความเป็นอัจฉริยะในการเรียนปริญญาโทของเขาเลย

อะไรทำให้เด็กเป็นเด็กอัจฉริยะ

ไม่มีใครรู้ว่าอะไรทำให้เด็กเป็นอัจฉริยะ แต่พ่อแม่ก็สามารถสังเกตได้จากตัวอย่างสัญญาณบ่งบอก 20 ข้อต่อไปนี้ว่าลูกคุณเป็นเด็กอัจฉริยะหรือเปล่า
1. เรียนรู้เร็ว เรียนรู้อะไรได้ง่าย รวดเร็วและทำได้ดีด้วย
2. ช่างพูด รู้ศัพท์เยอะและใช้ได้ถูกต้องเกินเด็กวัยเดียวกัน
3. มีเหตุผล แสดงออกถึงการใช้เหตุผลในเรื่องต่าง ๆ ได้ดีเกินวัย
4. มีความจำเป็นเลิศ แต่ถ้าใครขอให้ท่องซ้ำ ๆ อยู่ตลอดเวลาก็จะเบื่อง่าย
5. มีวินัยในตัวเองสูงกว่าเด็กวัยเดียวกัน แม้ว่าจะต้องได้รับการตักเตือนอยู่บ้าง
6. ชอบความเป็นระเบียบ มีระบบในการคิดและทำเรื่องต่าง ๆ อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
7. มีความคิดสร้างสรรค์และสามารถผสมผสานความคิดต่าง ๆ ให้เป็นระบบและนำความคิดนั้นมาปรับใช้งานได้ดี
8. อยากรู้อยากเห็นในทุก ๆ เรื่อง
9. มีคำถามที่ต้องใช้ความคิดเยอะในการตอบ
10. สามารถทำคะแนนได้สูงในหลายวิชา
11. ถ้ากำลังทำอะไรอยู่ จะมุ่งมั่นตั้งใจ มีสมาธิสูงมากที่จะทำให้สำเร็จ
12. ตอบคำถามต่าง ๆ ได้ตรงประเด็นอย่างรวดเร็ว
13. มีข้อมูลหลากหลาย นำมาคิดต่อยอดใช้แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างชาญฉลาด
14. แสดงความสนใจอย่างลึกซึ้งในวิทยาศาสตร์หรือศิลปะ
15. มีสำนวนการพูดหรือการเขียนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
16. มีความมั่นคงทางอารมณ์
17. มักจะแสดงความเป็นผู้นำ
18. แสดงความสามารถในการใช้สามัญสำนึกอยู่เสมอในสถานการณ์ต่าง ๆ
19. เข้าใจและยอมรับความสลับซับซ้อนของบางสิ่งบางอย่างได้ดี
20. แสดงอย่างเปิดเผยในการมองสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวออกว่าเป็นอย่างไรและควรปฏิบัติตัวอย่างไร

แต่การที่จะช่วยให้เด็กเก่งเด็กฉลาดก็มีหลายปัจจัยไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรม  สิ่งแวดล้อม ตัวเด็ก  หรือแม่กระทั่งครอบครัวผู้เลี้ยงดู

จาก:th.theasianparent.com

วิธีการกระตุ้นสมองให้ลูกฉลาด ด้วยสองมือแม่

วันนี้แอดมินได้มีโอกาสดูพัฒนาการของลูกสาวอายุ 3 ขวบตลอดเวลาที่มีเขาเข้ามาทำให้เราได้หลงรักเขาแบบไม่มีเหตุผล การที่คุณแม่จะหาสิ่งดีดีเพื่อให้ลูกของเราได้มีพัฒนาการทั้งทางด้านร่างกาย และจิตใจนั้น ไม่จำเป็นต้องไปพบหมอเด็ก ไม่จำเป็นต้องซื้อวิตามินอาหารเสริมราคาแพง





การกระตุ้นให้สมองของเด็กให้ฉลาดด้วยคุณแม่มีดังนี้คือ

1. ชวนลูกอ่านหนังสือ การอ่านหนังสือให้ลูกฟัง
  หรือให้ลูกอ่านหนังสือเอง ควรเลือกหนังสือตามความสนใจของเขาเป็นหลักก่อน ไม่จำเป็นต้องเป็นแต่ตำรา หรือหนังสือวิชาการ การ์ตูน หรือนิทานอะไรก็ได้ การอ่านหนังสือช่วยให้ลูกๆ มีสมาธิจดจ่อได้ดีขึ้น เพิ่มจินตนาการการเรียนรู้ให้เขาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ทิปส์:
 หลังจากให้ลูกอ่านหนังสือแล้ว พ่อแม่ลองชวนลูกพูดคุย แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหนังสือที่ลูกอ่าน แต่ไม่ควรตั้งคำถามแบบถูกหรือผิด หรือให้ลูกลองเล่าให้ฟัง เพื่อเป็นการกระตุ้นสมองของลูก ให้รู้จักเรียบเรียง และคิดอย่างมีระบบมากขึ้น


2. การโอบกอด สัมผัสกระตุ้นสมองลูก พ่อแม่คนไทยอาจจะไม่ค่อยนิยมกอดสัมผัสลูกๆกันมากนัก แต่จริงๆ การกอดหอม แสดงความรักกับเด็กๆ นั้น เป็นการช่วยคลายความเครียดให้กับเด็กๆ ได้ดี ลูกๆ จะรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย ฮอร์โมนความเครียดต่างๆ ลดลง ระบบร่างกาย การหมุนเวียนเลือดต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้น สมองปลอดโปร่ง ช่วยกระตุ้นให้สมองในส่วนความจำและการเรียนรู้ทำงานได้ดีขึ้น

ทิปส์ :
การสัมผัส โอบกอดกันในครอบครัว ควรเริ่มทำตั้งแต่ลูกแรกเกิด เพราะเมื่อหากเริ่มสัมผัสโอบกอดกันเมื่อโตขึ้น ลูกๆอาจจะไม่คุ้นเคยหรือขัดเขิน นอกจากการแสดงความรักกับลูกๆ แล้วพ่อแม่ก็ควรสัมผัสโอบกอดแสดงความรักต่อกันเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับลูกๆ ด้วย


3. เลือกโภชนาการอาหารที่ช่วยบำรุงสมองลูก
 อาหารเป็นเรื่องง่ายที่สุดที่แม่สามารถเตรียมเพื่อบำรุงสมองลูกรัก อาหารที่ช่วยบำรุงสมองคืออาหารจำพวกปลาทะเลที่มีส่วนประกอบกรดไขมันดีซึ่ง ช่วยบำรุงสมองและหลอดเลือด ไม่ว่าจะเป็น ดีเอชเอ (DHA) โอเมก้า (OMEGA3) ผักผลไม้ที่มีวิตามินสูง หลีกเลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น ขนมขบเคี้ยวที่โซเดียมสูง อาหารทอดๆ มันๆ หรือน้ำหวาน น้ำอัดลมที่มีน้ำตาลสูง

ทิปส์
 นอก จากมื้ออาหารหลักแล้ว คุณแม่สามารถกระตุ้นการทำงานของสมองลูกได้ด้วยอาหารเสริม เช่น ซุปไก่สกัด ซึ่งปัจจุบันมีการปรับสูตรให้เด็กๆ ดื่มได้ง่ายขึ้น เช่น ซุปไก่สกัดรสช็อกโกแลต นอกจากดื่มง่ายแล้ว ยังรสชาติอร่อยถูกปาก และมีประโยชน์เช่นกันค่ะ และที่ขาดไม่ได้คือ ควรให้ลูกได้ออกกำลังกายและพักผ่อนอย่างเพียงพอด้วยนะคะ จะช่วยให้สมองปลอดโปร่ง สุขภาพแข็งแรงไปพร้อมๆ กันค่ะ

เห็นไหมคะว่าคุณแม่ก็มีส่วนอย่างมากที่จะช่วยให้ลูกๆมีพัฒนาการทางด้านสมอง ความคิด และจิตใจค่ะ

จาก : momypedia

การรับมือเด็ก 4 คนและแฝด 3 คนอายุ 8 เดือน และคนพี่อายุ 2 ขวบ

วันนี้เอาคลิปการเลี้ยงลูกแฝด 3 คนอายุ 8 เดือน และคนพี่อายุ 2 ขวบ   มาฝากรับรองถ้าคุณได้ดู  คุณจะขำกลิ้งจะน่ารัก น่าชังขนาดไหนไปดูกันเลยค่ะ



จาก : rakluke.com

เด็กทารกห้ามกินน้ำเปล่า ความเชื่อนี้มีเหตุผลเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด

เด็กทารกห้ามกินน้ำเปล่า  ความเชื่อนี้มีเหตุผลอะไร?



เมื่อสมัยที่แอดมินเป็นเด็ก คุณยายท่านได้เล่าถึงเรื่องการกินน้ำของเด็กว่า ถ้าหากเด็กคนไหนที่ทานน้ำน้อยจะส่งผล ให้ตัวเหลือง หรือ คนในชนบทก็มีความเชื่ออย่างนี้ด้วยเช่นกันเพราะการดื่มน้ำน้อยจะส่งผลให้เด็กทารกที่พึ่งคลอดนั้นมีตาค่อนข้าง เหลืองและผิวก็เช่นกัน

แต่ในทางการแพทย์มิได้เป็นเช่นนั้นแล้วทางแพทย์เขาลงความคิดเห็นว่าอย่าง

หนึ่งคือ   การให้ลูกดูดนมแม่อย่างเดียว จะช่วยกระตุ้นน้ำนมแม่ เพราะถ้าเด็กดูดน้ำจากขวดนมแล้วก็จะทำให้เด็กเกิดความเคยชินกับขวดนมมากกว่าการดูดนมแม่นั่นเอง

และสองก็คือ ในน้ำนมมี “น้ำ” เพียงพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องเสริม “น้ำ” ให้ลูก 



เห็นได้จากสมัยนี้มีการรณรงค์การดูดนมแม่  ที่จะช่วยเพิ่มสายใยรัก  เกิดความห่วงใย ความรัก ความผูกพันธ์ให้เกิดขึ้นแนบแน่นขึ้นมาได้เองจากแม่สู่ลูก

พัฒนาการเด็กและการเลี้ยงดูลูกอย่างสมวัย


วันพุธที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

กองทัพแพนด้า 1600 ชีวิตกำลังจะบุกไทยเด็กๆเตรียมกล้องให้พร้อมค่ะ

แพนด้าจากกระดาษเปเปอร์มาร์เช่ 1,600 ที่จะถูกนำมาแสดงที่เมืองไทยนี้ล้วนทำมาจากวัสดุรีไซเคิล และถูกประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนเหล่าแพนด้าที่เหลืออยู่บนโลก โปรดติดตามความเคลื่อนไหวของทัวร์เพื่อนขนปุยในประเทศไทยได้ที่นี่ เร็วๆนี้!


เตรียมตัวกันให้พร้อม! แล้วมาพบกับการปรากฎตัวเหล่าแพนด้า 1600 ตัวที่จะเดินทางไปตามสถานที่สำคัญต่างๆเพื่อรณรงค์เกี่ยวกับการอนุ รักษณ์สัตว์ใกล้สูญพันธ์และการพัฒนาอย่างยังยืน
นอกจากนี้คุณยังสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเลือกสถานที่ที่คุณอยากให้ เหล่าแพนด้านี้ไปปรากฏตัวได้อีกด้วย เพียงแค่คอมเม้นใต้ภาพนี้ว่าอยากให้แพนด้า 1600ตัวไปปรากฎตัวที่ไหนก่อนวันที่ 10 มีนาคม!  



งานแถลงข่าว รอบสื่อมวลชนของ "1600 Pandas + TH" ซึ่งนำโดยเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ร่วมกับองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF แห่งประเทศไทย) ด้วยความสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และ กรุงเทพมหานคร เพื่อตอกย้ำเจตนารมณ์ในการการอนุรักษ์สัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในประเทศไทย และ ประเทศในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยงานจัดขึ้นที่ เซ็นทรัลเอ็มบาสซี เมื่อบ่ายวันนี้  

โครงการ "1600 Pandas" นั้นริเริ่มโดยนักประติมากรรมระดับโลกชาวฝรั่งเศสคุณเปาโล กรองจีอง ซึ่งได้เดินทางมายังประเทศไทยหลายครั้งเพื่อศึกษาเกี่ยวกับการทำเปเปอร์มา เช่ และได้พัฒนามาเป็นเปเปอร์มาเช่แพนด้า 1600 ตัวเพื่อชักชวนผู้คนทั่วไปได้มามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พันธ์สัตว์ที่ใกล้ สูญพันธ์


แพนด้าจากกระดาษเปเปอร์มาร์เช่ 1,600 ที่จะถูกนำมาแสดงที่เมืองไทยนี้ล้วนทำมาจากวัสดุรีไซเคิล และถูกประดิษฐ์ขึ้นมา เพื่อเป็นตัวแทนเหล่าแพนด้าที่เหลืออยู่บนโลก หลังจากที่เหล่าแพนด้าได้แสดงแฟลชม็อบมาแล้วทั่วโลก ก็ถึงเวลาที่พวกเค้าจะเดินทางมาโชว์ตัวที่ประเทศไทยแล้ว โดยเซ็นทรัลเอ็มบาสซีเป็นผู้นำโครงการ 1,600 Pandas+ TH เข้ามายังประเทศไทย 



ภาพบรรยากาศจากทั่วโลก




Mom Mam Online คืออะไร

Mom Mam Online คืออะไร

คือเพจที่ตั้งขึ้นมาเพื่อเขียนเรื่องราวของคุณแม่ในยุคออนไลน์ ในยุคที่ข้อมูลสื่อสารเข้ามามีบทบาทเป็นอย่างมากที่ช่วยให้คุณแม่เลี้ยงลูกได้ถูกวิธี การรับมือกับลูก  หรือแม้กระทั่งการสั่งสอนที่ถูกต้อง ที่จะช่วยให้ลูกเกิดพัฒนาการที่ก้าวกระโดด



คุณเลี้ยงลูกกันแบบไหน? แบบเผด็จการหรือเลี้ยงปล่อยแบบอิสระ เพราะสไตล์การเลี้ยงลูกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วันนี้เรามีสไตล์การเลี้ยงลูกมาให้คุณพ่อคุณแม่ลองเลือกและนำไปปรับใช้ให้เข้ากับการเลี้ยงลูกของคุณกัน มีดังนี้ค่ะ

1. เลี้ยงลูกแบบเผด็จการ

เข้มงวดกับลูกทุกเรื่อง ตั้งกฎเกณฑ์ต่างๆหลายอย่างทั้งการใช้ชีวิตในบ้านและนอกบ้าน และเมื่อทำผิดกฎจะได้รับการลงโทษอย่างรุนแรง เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้มักจะไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากพ่อแม่เลย เด็กจะทำตามคำสั่งจากความกลัว ขาดความนับถือในตัวเอง และจะมีความก้าวร้าวเมื่ออยู่นอกบ้าน เพื่อระบายออกทางอารมณ์
2. การเลี้ยงลูกแบบอิสระทางความคิด

การเลี้ยงลูกแบบอิสระทางความคิด คือ การเลี้ยงลูกตรงข้ามกับการเลี้ยงแบบเผด็จการทุกอย่าง มักจะสอนลูกให้เข้าใจหลักธรรมของชีวิต สอนให้รู้เหตุผลให้ลูกกล้าแสดงออกทางความคิดเห็น ตอบสนองต่อความคิดของลูก และคอยให้กำลังใจ เด็กแบบนี้จะควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี มีความมั่นใจในตัวเอง เข้ากับสังคมได้ดี และมีความสุขในชีวิต
3. การเลี้ยงลูกแบบตามใจ

เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้มักจะไม่มีระเบียบวินัยเลย พ่อแม่จะผ่อนปรนกับพฤติกรรมของลูกทุกอย่าง ถ้าเลี้ยงแบบนี้เด็กจะเรียกร้องในสิ่งที่ต้องการแบบไม่มีที่สิ้นสุด ไร้ทักษะทางสังคม ไร้จุดมุ่งหมายของชีวิต เพราะไม่มีพ่อแม่เป็นแนวทางที่ดีให้ดูนั่นเองค่ะ
4. การเลี้ยงดูแบบละเลย อิสระเกินไป

การเลี้ยงแบบนี้คือ การตอบสนองทางอารมณ์และพัฒนาการของเด็กน้อยเกินไป ไม่สนใจพัฒนาการหรือการเรียกร้องของลูก เหมือนตัวอยู่ใกล้แต่ใจห่าง เด็กแบบนี้โตขึ้นมักจะขาดความอบอุ่น หรือ เดินผิดทาง และเสียคนง่ายตั้งแต่วัยรุ่นค่ะ
5. เลี้ยงตามสัญชาตญาณ

พ่อแม่ส่วนใหญ่เลี้ยงลูกแบบนี้ ถือว่าเป็นการเลี้ยงลูกที่ดี เพราะเลี้ยงไปแบบตามธรรมชาติของเด็ก แต่ถ้าพ่อแม่มีความคิดเป็นคนดี เด็กส่วนมากก็จะดี ถ้าพ่อแม่เป็นคนไม่ดีสอนในสิ่งที่ไม่ดี เด็กก็รับผลไม่ดีตามไปด้วยค่ะ
6. เลี้ยงลูกแบบปกป้องลูก

ส่วนมากจะห่วงเรื่องความปลอดภัย และคอยปกป้องลูกจากสิ่งต่างๆ แต่ถ้าปกป้องลูกมากเกินไป ลูกก็จะโตแต่ตัว แต่ความคิดและการกระทำมักจะทำอะไรแบบเด็กๆอยู่ค่ะ
7. เลี้ยงลูกแบบเรื่อยๆ ไม่ต้องใช้ชีวิตเร่งรีบ

การเลี้ยงแบบนี้คือ เลี้ยงตามสถานการณ์ของโลกที่เป็นไปไม่ต้องเร่งเด็ก ให้ลูกได้พัฒนาการสมวัย ได้เรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเอง เด็กที่ถูกเลี้ยงแบบนี้จะสนุกและมีความสุขกับการได้คิดได้ตัดสินใจด้วยตัวเอง จัดระเบียบความคิดและการกระทำของตัวเองได้ดี ทำอะไรไม่ต้องเร่งรีบ พอใจในสิ่งที่ตนมี สามารถรับกับความไม่แน่นอนของชีวิตได้เป็นอย่างดี
8. เลี้ยงลูกแบบมีเหตุผล

เลี้ยงแบบเข้าใจในอารมณ์ของลูก ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี และพร้อมรับกับทุกอารมณ์ของลูกๆ ไม่มีการลงโทษ เน้นการพูดคุย เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้จะมีความสุขในชีวิต และมักใช้ชีวิตได้อย่างสงบเรียบง่ายค่ะ
9. เลี้ยงลูกแบบประชาธิปไตย

เลี้ยงให้ลูกได้มีทางเลือก เช่น อยากทำงานบ้านชิ้นนี้หรือไม่ ถ้าไม่อยากเพราะอะไร เป็นต้น เด็กที่ถูกเลี้ยงมาแบบนี้จะรู้จักประนีประนอม รู้จักการเจรจาต่อรอง และจะมองว่าความผิดพลาดที่เคยทำเป็นสิ่งที่ทำให้เรียนรู้ได้ในอนาคตค่ะ
10. เลี้ยงลูกแบบปลูกจิตสำนึก

เลี้ยงด้วยจิตวิญญาณ อาจจะเลี้ยงลูกจากความเชื่อของพ่อแม่เองผสมผสานกับการสอนแบบวิทยาศาสตร์ควบคู่กันไปด้วย การเลี้ยงลูกแบบนี้จะทำให้พ่อแม่ลูกมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมากขึ้น เด็กจะมีความนับถือในตัวเอง และประสบความสำเร็จในชีวิตค่ะ

จาก :maerakluke